English Thai

SUZUKI ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 ต่อมาไม่นานก็กลายมาเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีการขนส่งในระยะแรกๆ เช่น รถจักรยานยนต์ไดมอนด์ฟรี (Diamond Free) และรถยนต์นั่งขนาดเบาซูซูไลท์ (Suzulight) ซูซูกิมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ โดยใช้เทคโนโลยีการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ในโครงการใหญ่ๆ หลายชนิด รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ดีและทัน สมัยกว่าเดิม

ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก็ได้ถูกนำมาประเมินคุณค่าในการออกแบบนวตกรรมใหม่ๆ
ให้มีคุณภาพสูงสุด

ศูนย์วิจัยและพัฒนาของซูซูกิได้ทำ โครงการวิจัยขั้นพื้นฐานและนำมาประยุคกับเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องอาศัยการพิจารณาอย่างละเอียดและกว้างขวาง โดยคำนึงถึงการออกแบบและควบคุมด้านเทคโนโลยี, ด้านวัสดุ และด้านอีเลคโทรนิค ด้วยความสามารถของเจ้าหน้าที่ในศูนย์เทคโนโลยีอีเล็คโทรนิค ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดอรรถประโยชน์รอบด้าน

ซูซูกิได้พัฒนาความคิดในเรื่องยานพาหนะใหม่ๆ ที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ

ใน อาคารทดสอบที่ริวโย (Ryuyo Test Course) มีการทดสอบในรูปแบบต่างๆ ทั้งวันทั้งคืน

โรงงานซินาต้า ที่มีความสามารถในการทดสอบระบบเบรค เช่น ระบบ ABS รวมทั้งการวิเคราะห์แยกแยะโครงสร้างยานยนต์ด้วยคอมพิวเตอร์ ช่วยคิดค้นการออกแบบโครงสร้างยานพาหนะที่ปลอดภัย

ความปลอดภัย, ความเชื่อถือ และความไว้วางใจได้ เป็นผลมาจากมาตรฐานทางวิศวกรรมระดับสูงของซูซูกิ การทดสอบทุกชนิด กระทำขึ้นในโรงงานและบนลู่วิ่งทดสอบ ภายใต้สภาพจำลองการใช้งานที่รุนแรงในรูปแบบต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะได้มาตรฐานขั้นสูงของซูซูกิ

การตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ครอบคลุมไปถึงความปลอดภัย, ความไว้วางใจได้, ความสะดวกสบายในการโดยสาร และผลกระทบใน
สิ่งแวดล้อม

รถจักรยานยนต์และรถยนต์ซูซูกิได้ เข้าร่วมชิงชัยในสนามแข่งขันความเร็วทั่วโลก ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีสูงสุดอันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ใหม่

  • ย้อนกลับไปในปี 1909 Mr. Michio Suzuki ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องทอผ้า Suzuki Loom Company ในเมืองฮามามัตซึ ตั้งอยู่ืทางใต้ของญี่ปุ่น เครื่องทอผ้าของซูซูกิ สามารถทอผ้าจากเส้นใยทั้งแนวตั้งและแนวนอนได้ในเวลาเดียวกัน
  • จากนั้นเขาจึงเริ่มผลิตมอเตอร์ไซค์ในปี 1952 ประเดิมด้วยรุ่น Power Free ใช้เครื่องยนต์ 2 จังหวะ 36 ซีซี จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบที่เรียบง่าย บำรุงรักษาง่าย และถ้าไม่อยากใช้เครื่องยนต์ ก็สามารถใช้เท้าถีบได้เหมือนจักรยานทั่วไป หลังเปิดตัวเพียง 1 ปี ซูซูกิต้องผลิตมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มากถึง 6,000 คันต่อเดือน
  • ส่วนการผลิตรถยนต์เริ่มต้นในปี 1955 ด้วยรถรุ่น Suzulight เป็นรถคอมแพ็กต์เครื่องยนต์ 2 จังหวะ 360 ซีซี และเป็นหนึ่งในรถขับล้อหน้ารุ่นแรกๆ ช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ และใช้ระบบบังคับเลี้ยวแร็กแอนด์พิเนียน จากนั้นในปี 1970 จึงเริ่มลุยตลาดออฟโรดด้วยรถ LJ ซีรีส์
  • ระหว่างนั้นซูซูกิ ขยายสายการผลิืตไปสู่เครื่องเรือในปี 1965 ทำชิ้นส่วนบ้านกึ่งสำเร็จรูปในปี 1974 และผลิตเครื่องยนต์เอนกประสงค์ในปี 1980 จากนั้นจึงผลิตรถ ATV หรือ All Terrain Vehicle ในปี 1982
  • ในปี 1989 ยอดผลิตรถรวมของซูซูกิ ก็สูงถึง 10 ล้านคัน และยอดขายรวมในตลาดโลกก็ทะลุ 1 ล้านยูนิตในปี 1990 จากนั้นธุรกิจของซูซูกิ ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ยอดผลิตรถต่อปีเกิน 2 ล้านคันในปี 2005 และยอดผลิตรถรวมเกิน 40 ล้า่นคันในปี 2008
  • ยอดขายรถของซูซูกิพุ่งแรงในยุโรป โดยขายได้ถึง 4.5 ล้านคันในปี 1968 หลังจากเริ่มส่งออกรถจิ๋วรุ่นสุดฮิตอย่้าง ฟรอนเต้
  • ปี 2008 ซูซูกิขายรถ 2.3 ล้านคันในตลาดโลก ส่วนมอเตอร์ไซค์ก็ยังขายดีเช่นกัน โดยมียอดขาย 3.4 ล้านคันเมื่อปี 2008 และเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมาซูซูกิได้บุกเบิกตลาดมอเตอร์ไซค์ 126 ซีซี ซึ่งเป็นตลาดใหม่ในสหราชอาณาจักร และประสบความสำเร็จพอสมควร
  • และด้วยแนวคิดในการสร้างสรรค์ที่ มร.ซูซูกิ ได้วางไว้ให้ บริษัทซูซูกิจึงพัฒนารถรุ่นใหม่สำหรับบุกตลาดโลก ประเดิมรุ่นแรกด้วย สวิฟต์ มีการผลิตทั้งในญี่ปุ่น ฮังการี่ อินเดีย จีน อินโดนิเซีย ไต้หวัน และมาเลเซีย มีการผลิตรวมกว่า 1 ล้านคัน
  • สานต่อความสำเร็จด้วยรถรุ่นที่ 2 แกรนด์ วิทาร่า ซึ่งเป็นพัฒนาการต่อเนื่องจากวิทาร่ารุ่นแรก ซึ่งนับเป็นผู้บุกเบิกเอสยูวีขนาดคอมแพ็กต์เมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา สำหรับแกรนด์ วิทาร่า มียอดผลิตถึงปัจจุบันสูงถึง 2.6 ล้านคัน
  • รถรุ่นที่ 3 คือ SX4 เป็นรถประเภทครอสโอเวอร์ เปิดตัวในปี 2006 จากนั้นจึงพิสูจน์สมรรถนะด้วยการเข้าร่วมแข่งขัน World Rally Championship ปี 2007 และ 2008 (45 ปีหลังจากซูซูกิ เข้าแข่งรถครั้งแรกในรายการ Japanese Grand Prix ปี 1963)
  • โรงงานผลิตรถแห่งสำคัญของซูซูกิ อยู่ที่เมือง Esztergom ในฮังการี่ สามารถผลิตรถได้มากกว่า 280,000 คัน และเป็นโรงงานผลิตสวิฟต์  SX4 และสแปลช ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกที่ซูซูกินำเข้าจากยุโรปเพื่อทำตลาดในญี่ปุ่น

สำนักงานใหญ่ของซูซูกิ (HAMAMATSU Plant)
ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางธุรกิจของญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมในการผลิตทั้งมวล โรงงานซูซูกิหลายๆ แห่งก็ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันนี้

  • โรงงานทากาซึกะ (TAKATSUKA Plant) อยู่ตรงศูนย์กลางของโรงงานทั้งหลาย ผลิตวัสดุอุปกรณ์ เครื่องยนต์, ประกอบ เครื่องยนต์จักรยานยนต์ และสร้างเครื่องจักรกลที่ใช้ในการผลิต


  • โรงงานโอซูกะ (OSUKA Plant) ผลิตอะไหล่เครื่องยนต์ในการหล่อแบบ


  • โรงงานซาการ่า (SAGARA Plant) เป็นโรงงานประกอบรถยนต์


  • โรงงานโคไซ (KOSAI Plant) ผลิตรถยนต์นั่งประเภทต่างๆ


  • โรงงานอิวาตะ (IWATA Plant) ผลิตรถตู้และรถที่ใช้เพื่อการพักผ่อน เป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีในการผลิตที่ก้าวหน้าที่สุด


  • โรงงานโตโยคาวา (TOYOKAWA Plant) ผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องเรือยนต์



สายการผลิตทั้งมวลของซูซูกิล้วน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความพยายามอย่างเต็มความสามารถของพนักงานทุกคนในทุกขั้นตอนการทำงาน

สายการผลิตอัตโนมัติ หุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เชื่อมตัวถัง การพ่นสีที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ กระบวนการประกอบรถยนต์โดยอัตโนมัติโดยใช้หุ่นยนต์

การผลิตรถยนต์ซูซูกิเริ่มต้นในปี พ.ศ.2498 และได้นำมาสู่การผลิตรถยนต์นานาชนิด จากมินิคอมแพ็คคาร์ตามความต้องการของลูกค้า จนถึงคอมแพ็คคาร์และรถที่ใช้เพื่อการพักผ่อน

ส่วนรถจักรยานยนต์ผลิตขึ้นครั้ง แรกในปี พ.ศ.2495 และทุกวันนี้จักรยานยนต์ซูซูกิมีให้เลือกขนาด 50 - 1400 ซีซี. ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ซูซูกิก็ได้ผลิตเครื่อง ยนต์สำหรับเรือยนต์ขนาดตั้งแต่ 2 - 200 แรงม้า เพื่อให้เหมาะกับขนาดเรือต่างๆ รวมทั้งความต้องการของลูกค้า

พนักงานผู้เชี่ยวชาญจะใช้สายตาอัน คมกริบ ตรวจสอบสินค้าขั้นสุดท้ายก่อนส่งมอบให้แก่ลูกค้า ผลิตภัณฑ์ซูซูกิผลิตจากสายการผลิตที่ก้าวหน้าและความพยายามของพนักงานซูซูกิ ทั้งมวล

เครือข่ายการบริการของซูซูกิกระจายไปทั่วโลก เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในความพร้อมด้านบริการ รวมทั้งการจัดหาอะไหล่ ได้ทันท่วงที

เช่นเดียวกับโรงงานซูซูกิทั่วโลก การร่วมมือระดับนานาชาติ ทำให้โรงงานเหล่านี้สามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาด รวมทั้งสามารถส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังประเทศอื่นๆ ได้